ดูหนังออนไลน์ History of Swear Words

เรื่องย่อ ดูหนังออนไลน์ History of Swear Words สารคดีซีรีส์ดำเนินรายการโดย Nicolas Cage ที่จะพาไปสำรวจต้นกำเนิดของคำหยาบคาย ทั้งในมุมของวัฒนธรรมพอป วิทยาศาสตร์ และผลกระทบต่อสังคมของคำหยาบคายที่คนรู้จักกันมากที่สุดในโลก

ชีวิตของเรา เรามักจะใช้ “คำหยาบคาย” กันจนชิน ใช้กันจนน่าจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรแล้วละมั้งครับ แต่เคยสงสัยกันไหมครับว่าคำหยาบคายที่เราใช้กัน ทั้งตอนที่ด่า หรือโดนด่า หรือใช้เพื่ออุทาน สบถ ต่าง ๆ นานานั้นมีที่มาอย่างไร มันกลายมาเป็นคำหยาบคายได้อย่างไร แล้วคำหยาบคายกลายมาเป็นคำต้องห้ามได้อย่างไร

มันมีกลไกอะไรบ้างที่ทำให้เมื่อเราได้ยินคำหยาบคาย เราจึงรู้สึกว่ามันทั้งหยาบ” ระ คาย” หู และจิตใจเสียเหลือเกิน ทำไมเวลาเราสบถกับตัวเองเบา ๆ เราจึงรู้สึกดี แต่ทำไมเวลาเราโดนด่า เราจึงรู้สึกขุ่นเคืองจนอยากจะมีเรื่อง หรือทำไมคำหยาบบางคำ ที่เคยกลายเป็นคำต้องห้ามในสังคมเวลาหนึ่ง แต่ทำไมพอมาถึงปัจจุบัน มันกลับกลายไปเป็นคำที่ยอมรับได้

มิหนำซ้ำ คำหยาบคายบางคำ ทำให้หนังบางเรื่อง เพลงบางเพลง อัลบั้มบางอัลบั้ม หนังสือบางเล่ม นักเขียน นักร้อง นักแสดงบางคน กลายเป็นที่จดจำ ยกตัวอย่างก็ “Motherf**ker” ของลุงแซมมวล แอล. แจ็กสัน หรือคำว่า ไอ่สั๊ด!” ของน้าค่อม ชวนชื่น อะไรแบบนี้เป็นต้น

ต่าง ๆ นานาที่ผมยกมาทั้งหมดทั้งมวลนี้ คงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะกลไกเรื่องของ “ภาษาและความหมายของคำ” แต่เพียงอย่างเดียวตามลำพังแน่ ๆ เคยสงสัยกันไหมครับว่า ไอ้ที่เราด่า ๆ กัน หรือเคยโดนด่า ทำไมเราถึงต้องเอาคำนั้นมาด่า มันมีความหมายอะไรที่มากกว่านั้นหรือเปล่านะ?

ดูหนังออนไลน์ History of Swear Words คือสารคดีซีรีส์ Original เรื่องใหม่ของ Netflix ครับ ซึ่งก็ตามชื่อเลยว่า เป็นสารคดีที่ว่าด้วยเรื่องประวัติศาสตร์ของ “คำหยาบคาย” โดยทั้ง 6 ตอนในซีซันแรกนั้น เน้นการเล่าเรื่องจุดกำเนิด ประวัติศาสตร์ ที่มาที่ไป รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวเนื่องอื่น ๆ ตั้งแต่เรื่องของภาษา ปรากฏการณ์ทางสังคม เพศ ชนชั้น ศาสนา ความเชื่อ การเมือง การปกครอง สุขภาพกายและจิต พฤติกรรม และแน่นอนว่า ต้องไปข้องแวะกับสื่อบันเทิง ตั้งแต่ภาพยนตร์ เพลง รายการทีวี หรือแม้แต่โชว์ Stand Up Comedy (เดี่ยวไมโครโฟน) ซึ่งเปรียบเสมือน “ที่ทาง” เดียวในสังคมที่ยังได้รับความยินยอมให้คำหยาบคายเล็ดลอดออกมาได้บ้างผ่านการจัดเรตติง

ทั้งหมดนี้ดำเนินเรื่องผ่านการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา สังคม วัฒนธรรม และบันเทิง ที่จะมาเล่าถึงมุมมองทางด้านภาษาของคำหยาบคาย มุมมองและผลกระทบต่อสังคมที่เกี่ยวเนื่องจากคำหยาบคายนั้น หรือแม้แต่ผลกระทบด้านจิตวิทยา และปรากฏการณ์ทางร่างกายที่เกี่ยวกับคำหยาบด้วย รวมถึงทีมงานยังนึกสนุก ไปสัมภาษณ์ดารา นักแสดง นักแสดงตลก นักแสดงเดี่ยวฯ มากหน้าหลายตา เพี่อมาร่วมกันแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับคำหยาบคายด้วย และทั้งหมดนี้ถูกขมวดรวมและนำเสนอโดยพิธีกรอย่างลุง ดูหนัง Nicolas Cage (ผู้เคยพ่นคำว่า BITCH ในหนังเรื่อง Face/Off (1997) มาแล้ว)

ส่วนตัวผมชอบลุงแกในลุคนี้นะครับ หลังจากที่หลัง ๆ แกชอบรับงานหนังด้วยคติ ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน” รับเล่นหนังบ้าบอคอแตกอะไรก็ไม่รู้ตั้งหลายเรื่อง ลุคของลุงแกก็เลยออกมาเป็นอะไรก็ไม่รู้ จำไม่ค่อยได้ แต่คราวนี้ผมว่า ลุงแกเท่มาก ๆ ครับ ลุงดูกลายเป็น เครื่องด่า” ที่พร้อมจะหลุดคำสบถ พ่นคำด่า ปล่อยสัตว์เลื้อยคลาน (จากปาก) ออกมากัดเราได้ทุกเมื่อ 555

และพอเป็นสารคดีคำหยาบคายที่มาในรูปของซีรีส์ ทั้งหกตอนในซีซันแรกก็เลยมีชื่อตอนเป็น คำหยาบคาย” ทั้งหมด ได้แก่ FUCK”, “SHIT”, “BITCH”, “DICK”, “PUSSY“, และ “DAMN” เรียกได้ว่าเป็นชื่อตอนที่ โคตรหยาบคาย” เลยครับ 555

ก็แหงล่ะ เพราะซีรีส์เรื่องนี้เขาเล่าเรื่องของประวัติศาสตร์คำหยาบคาย คำละหนึ่งตอน ตอนละราว ๆ 20 นาที เจาะลึกคำหยาบคายแต่ละคำกันแบบทุกด้านทุกมุม ตั้งแต่เรื่องของต้นกำเนิด รากศัพท์ ภาษา การศึกษาปรากฏการณ์ที่อธิบายว่าเมื่อเราพูดคำ (หยาบคาย) นั้นออกไปแล้ว จะส่งผลกระทบอย่างไรกับคนในสังคมบ้าง

History of Swear Words' Trailer: Nicolas Cage Netflix Series | IndieWire

ดูหนัง รวมถึงเรื่องที่น่าสนใจที่เราอาจนึกไม่ถึงก็คือ คำหยาบคายจริง ๆ แล้ว อาจมีความหมายที่ไม่จีรังยั่งยืน ด้วยการเปลี่ยนแปลงความหมายตามประวัติศาสตร์และการใช้ มันทำให้ความหมายของคำหยาบคายบางคำนั้นเปลี่ยนไป กลายเป็นคำธรรมดา ๆ ที่มีความหมายโดยนัย “กว้างขึ้น” และ “มีนัยที่สื่อถึงความหยาบคาย” น้อยลง เมื่อใช้ในบริบทและน้ำเสียงที่ต่างกันออกไป

ตัวอย่างที่น่าสนใจก็อย่างเช่นตอน “PUSSY” ที่หมายถึงของสงวนของสตรี ซึ่งจริง ๆ มันมีที่มาหลายตลบมาก ๆ ตั้งแต่การที่มันมีความหมายร่วมกันในหลาย ๆ ภาษา สันนิษฐานว่า รากศัพท์อาจหมายถึงประตู หรือกระเป๋ามาก่อน (ซึ่งก็คล้ายอยู่นะ) จนกระทั่งคลี่คลายกลายไปเป็นศัพท์ที่ใช้เรียกแมวหรือลูกแมว จนกระทั่งมันก็ถูกนำเอามาเรียกผู้หญิงในเชิงชื่นชมประมาณว่า “คุณช่างน่ารักนุ่มนิ่มเหมือนแมวน้อย…”

จนกระทั่งมาถึงช่วงหนึ่ง ความหมายก็เปลี่ยนเป็นคำที่สื่อไปถึงของสงวนของสตรี (ในฐานะที่เคยถูกมองว่ามันเป็นของต่ำ) แล้วก็พัฒนากลายไปเป็นคำด่าเพศตรงข้ามแทน เช่น “ไอ้หน้า PUSSY ซึ่งพอด่าออกไป ก็จะเกิดความย้อนแย้งเหยียดเพศขึ้นมาอีก เพราะถ้าเกิดเราด่าใครสักคนว่าไอ้หน้า “PUSSY“ มันก็เหมือนกันการ “ยอมรับ” ว่า “PUSSY“ ของเพศหญิงเป็น “ของต่ำ” ไปอีกแน่ะ! (เพราะปกติเรามักใช้ของที่ต่ำต้อย สกปรก น่ารังเกียจ ฯลฯ มาใช้ด่าเพื่อเปรียบเปรยว่าคน ๆ นั้นต่ำต้อย สกปรก น่ารังเกียจเหมือนกับสิ่งนั้น ๆ)

Latest articles

Related articles

Leave a reply

Please enter your comment!
Please enter your name here