ดูหนังออนไลน์ Snowpiercer

Snowpiercer Netflix รีวิว SS

Snowpiercer Netflix ปฏิวัติฝ่านรกน้ำแข็ง ซีรีส์จากภาพยนต์ดังในชื่อเดียวกันลงช่องเคเบิล TNT ของอเมริกา และ Netflix ซื้อสิทธิ์มาลงฉายทั่วโลกทุกวันจันทร์บ่าย 2 โมงเป็นต้นไป เวลาต่อตอน 45-55 นาที มีทั้งหมด 10 ตอนจบซีซั่นแรก (เตรียมทำ SS2 ต่อแล้ว) เรื่องราวแตกต่างจากภาพยนตร์เป็นคนละไทม์ไลน์กัน โดยเรื่องในซีรีส์เริ่มตั้งแต่แรก สำหรับคนที่ไม่ดูภาพยนตร์มาก่อนก็สามารถดูได้รู้เรื่อง แต่ใครที่ดูภาพยนตร์มาแล้วก็อาจจะแปลกใจกับหลายอย่างที่เปลี่ยน ในรีวิวนี้จะมีเทียบให้เห็นทั้งสองแบบครับ

เรื่องย่อ ซีรีส์ Snowpiercer Netflix

7 ปีผ่านไปหลังจากที่โลกทั้งใบกลายเป็นดินแดนเยือกแข็งอันรกร้าง ดูหนังออนไลน์ และผู้คนที่เหลือรอดชีวิตต่างต้องอาศัยอยู่ในรถไฟ “สโนว์เพียร์ซเซอร์” ขบวนยักษ์ 1,001 ตู้ที่แล่นไปรอบๆ โลกอย่างไม่มีวันจบสิ้นโดยใช้พลังงาน “เครื่องจักรนิรันดร์” ขับเคลื่อนไปท่ามกลางสภาพอากาศที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง จนไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถอาศัยอยู่ข้างนอกได้ อย่างไรก็ตามภายในขบวนรถไฟก็เกิดเป็นสังคมใหม่ ที่มีการแบ่งแยกชนชั้นและริดรอนสิทธิของมนุษย์ และนั่นเองก็ทำให้การปฏิวัติจากชนชั้นล่างกำลังจะอุบัติขึ้น

รีวิว Snowpiercer เทียบจุดเปลี่ยนซีรีส์กับภาพยนตร์ (อัพเดท EP10 จบ SS1) 1

ซีรีส์ที่ทำมาจากภาพยนตร์ดังของผู้กำกับ Parasite  Bong Joon Ho ที่พึ่งได้ออสการ์ไปหมาดๆ ตัวหนัง Snowpiercer ยึดด่วน วันสิ้นโลก ตอนนี้ในไทยดูผ่านลิขสิทธิ์เหลือของที่ monomax ที่เดียว (สมัครสมาชิกคลิกรับชมได้ที่นี่) ตัวเรื่องในภาพยนตร์คือ 17 ปีหลังจากรถไฟออกวิ่ง ดูหนังออนไลน์ และก็เป็นเรื่องราวการปฏิวัติลุกฮือของท้ายขบวนมาด้านหน้า ในระหว่างทางก็จะได้พบกับตู้โดยสารที่แต่ละท่อนแบ่งเป็นสังคมแต่ละแบบ รวมถึงเป็นระบบนิเวศน์หล่อเลี้ยงชีวิตคนในรถไฟให้อยู่รอดได้ด้วย จุดเด่นของเรื่องคือการไขความลับว่าหัวขบวนมีอะไรรออยู่ และเจ้าของรถไฟนี้ที่ถูกเรียกว่า “คุณวิลฟอร์ด” คือใคร?

แต่ตัวซีรีส์ที่ทำออกมาใหม่เรื่องจะเริ่มต้นจากตอนแรกที่เริ่มขึ้นขบวนรถไฟ มีการขยายความเพิ่มนิดหน่อยว่าผู้โดยสารมาจากไหน และเป็นกลุ่มคนที่เป็นตัวการทำให้เกิดหายนะของโลกรวมอยู่ด้วย ตรงจุดนี้จะต่างจากในภาพยนตร์ที่มีบอกชัดว่าเกิดจากการใช้สารทำความเย็นเพื่อลดโลกร้อน แต่เข้าใจว่าอาจจะไม่อยากเอ่ยถึงเพราะปัญหาโลกร้อนเปลี่ยนแปลงไปจากตอนที่สร้างหนังเมื่อปี 2013 จากนั้นเรื่องก็กระโดดข้าม 7 ปีต่อมา แล้วก็พยายามจะเดินตามรอยเดิมส่วนหนึ่งเรื่องการปฏิวัติ ที่ถอดแบบภาพยนตร์มาเลย และอีกส่วนก็คือเส้นเรื่องใหม่เกี่ยวกับคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในขบวนรถไฟของชนชั้นสูงด้านหน้า และก็ดึงตัวเอกจากท้ายขบวนมาเป็นนักสืบในคดีนี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นความพยายามฉีกเรื่องราวออกไปได้ดี

รีวิว Snowpiercer เทียบจุดเปลี่ยนซีรีส์กับภาพยนตร์ (อัพเดท EP10 จบ SS1) 2

สำหรับคนที่ไม่เคยดูภาพยนตร์มาก่อน น่าจะมีความสนุกอยู่ที่ได้เห็นการจำลองโลกดิสโทเปียนรกน้ำแข็งที่แปลกใหม่ ดูหนังออนไลน์ ผสมกับส่วนสืบสวนหาฆาตกรในโลกไซไฟที่จำกัด ตัวเรื่องก็เผยเนื้อหาแต่ละตู้โดยสารไวหลายตู้ให้เห็นเยอะมากจนแทบจะหมดแล้ว ต่างจากในภาพยนตร์ที่กว่าจะผ่านไปแต่ละตู้ค่อนข้างลำบาก และมีการขยายความเพิ่มว่าแต่ละตู้เป็นยังไงให้พอเข้าใจได้มากกว่าพอสมควร รวมถึงได้เห็นชีวิตคนที่ทำหน้าที่ในแต่ละตู้โดยสารเพิ่มมากขึ้น จากที่ตัวภาพยนตร์เป็นเพียงแค่เดินผ่านเป็นส่วนใหญ่

ในส่วนปฏิวัติชนชั้นครึ่งแรกจะยังไม่ได้เผยอะไรมาก แต่เรื่องก็เผยให้เห็นรูปแบบเดียวกับภาพยนตร์ออกมาสั้นๆ ให้คนดูพอเข้าใจว่าต้องทำยังไงถึงบุกไปหัวขบวนได้ ในส่วนฆาตกรรมมีเรื่องราวเยอะกว่า และตัวซีรีส์จะสนใจเดินเส้นเรื่องนี้ตั้งแต่แรก อาจจะเพราะเข้าใจว่าคนดูรู้อยู่แล้วว่ามีเวอร์ชั่นภาพยนตร์ที่เล่าไปไกลกว่าตอนจบในซีรีส์แล้ว เรื่องปฏิวัติชนชั้นที่ดูตอนนี้จึงไม่ได้จบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้งแน่ๆ ตัวพาร์ทฆาตกรรมมีเนื้อหาเชิงสืบสวนกึ่งไซไฟนิดๆ โยงถึงเรื่องปัญหาโลกดิสโทเปียในที่จำกัดในรถไฟ และก็โยงไปถึงเรื่องราวเกี่ยวพันกับความลับของบุคคลสำคัญในขบวนนี้

รีวิว Snowpiercer เทียบจุดเปลี่ยนซีรีส์กับภาพยนตร์ (อัพเดท EP10 จบ SS1) 3

ตัวซีรีส์เปลี่ยนธีมการเล่าตั้งแต่แรกเริ่ม ตัวเรื่องก็ไม่อืด ออกแนวเรื่อยๆ มีปมนิดหน่อยพอให้น่าติดตาม มีแฟลชแบ็คกลับไปยังชีวิตตัวละครก่อนขึ้นรถไฟบ้าง เพราะเรื่องพึ่งเกิดหายนะได้ไม่ถึงสิบปีต่างจากในภาพยนตร์ที่ไปไกลกว่านั้น จนมีคนรุ่นที่เกิดบนรถไฟเป็นตัวละครหลักของเรื่องแล้ว (ในซีรีส์ยังไม่มีตัวละครแบบนี้ให้เห็นชัดเจน)

Snowpiercer Netflix

ตัวนักแสดงหลักของเรื่อง Jennifer Connelly ต้องรับบทหนักเป็นหลายอย่างในเรื่องมากและออกแนวสีเทาๆ ไม่ดีไม่เลวจนเกินไป เธอก็แสดงได้ดีสมกับที่เป็นนางเอกยอดฝีมือรุ่นเก่า ที่อายุปาไป 50 แล้ว แต่ยังสวยมีเสน่ห์ไม่เปลี่ยน และเธอก็เป็นตัวดึงดูดให้เรื่องน่าติดตามตลอดเวลา แทบจะเป็นตัวเอกของเรื่องที่แท้จริงมากกว่า เลย์ตันที่เล่นโดย Daveed Diggs ตัวเอกฝ่ายชายที่เป็นผู้นำการก่อกบฎกลับดูไม่ค่อยเท่าไหร่ คาแรกเตอร์หน้าตาไว้ผมเผ้ารุงรังๆ จนดูแปลกๆ ตั้งแต่เริ่มเรื่อง เมื่อเทียบกับบทคล้ายกันของ Chris Evans ในภาพยนตร์ยิ่งรู้สึกไม่น่าดู แต่ถ้าไม่ติดภาพลักษณ์พวกนี้ก็ถือว่าผ่านอยู่ครับ แต่ไม่โดดเด่นเท่ากับตัว Jennifer Connelly ที่ทั้งคาแรกเตอร์และบททำให้เธอจะเป็นตัวแบกเรื่องให้คนติดตามดูจนจบ และสนุกกว่าการติดตามเชียร์ฝ่ายเลย์ตันมาก

Latest articles

Related articles

Leave a reply

Please enter your comment!
Please enter your name here